ความเดียวดายของลิเบโร่ที่กับดักล้ำหน้า
ความเดียวดายของลิเบโร่ที่กับดักล้ำหน้า (ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์)
.
เรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ของมิว สุขสวัสดิ์ หนุ่มไม่น้อยวัยย่างสิบห้าที่ต้องพาตัวเองไปอยู่ในเชลเตอร์หลบภัยที่พ่อของเขาสร้างไว้หลังจากมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในช่วงคริสต์มาส
.
.
.
เมื่ออ่านจบผมพบว่า ถ้าเป็นหนัง มันคงเป็น food porn แน่ๆ เพราะแทบจะทุกสิบนาทีในการอ่าน จะต้องมีการกล่าวถึงการทำอาหาร -ไม่สิ ไม่ใช่แค่พูดถึง หากแต่เป็นการเล่าอย่างละเอียดยืดยาวว่าทำอย่างไร ทำเพื่ออะไร นอกจากนี้ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาเล่าแบบ break the fourth wall ที่หันหน้ามาคุยกับคนอ่านกันเลยทีเดียว
.
นอกจากเป็น food porn ฉบับนิยายแล้ว มันยังให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเชลเตอร์ที่เปิดโลกให้ผมมาก
ด้วยรายละเอียดที่ละเอียดยิบเกี่ยวกับห้องต่าง ๆ ระบบการจดการสาธารณูปโภค รวมไปถึงการจัดการอาหารการกิน
เท่านั้นยังไม่พอ สารพัด หนังสือ, หนัง, เพลง ที่เป็นอาหารสมองก็ถูกนำเสนอเข้ามาเพียบ
.
.
.
อ่าน - หยุด - เปิดเพลงฟัง - อ่าน - หยุด - google - อ่าน - หยุด - กิน - อ่าน - หยุด - ดูหนัง
คือพฤติกรรมระหว่างอ่านเรื่องนี้ (โอเค อาจเป็นเพราะผมสมาธิสั้นไปเอง 😄)
ไม่ใช่เพราะหนังสืออ่านไม่สนุก หากแต่มันมีการอ้างถึงอะไรหลาย ๆ อย่างที่เรียกร้องความสนใจจนเกินห้าม
.
.
.
.
.
<<< จากนี้ไปเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน >>>
.
.
.
.
.
เหนืออื่นใด สิ่งที่มีอิทธิพลต่อตัวละครมากที่สุดและเป็นหัวใจของเรื่องนี้ คือ 'พ่อ'
เราจะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวละครระลึกถึง และพูดถึง ตลอดเวลาคือ 'พ่อ' ไม่ว่าจะ เชลเตอร์ของพ่อ, คำสอนของพ่อ, สูตรอาหารของพ่อ, ทีมโปรดของพ่อ เอาเป็นว่า เกือบทุกหน้าจะมีคำว่าพ่อปรากฏอยู่ (ผมเดาว่าทั้งเรื่อง น่าจะมีคำว่า 'พ่อ' ไม่ต่ำกว่า 128 คำ)
.
ถ้าเชลเตอร์ใต้ดินคือที่หลบภัยทางกายภาพ พ่อก็คือที่หลบภัยทางใจของมิว
.
.
.
.
.
ผมไม่แนใจว่าการเลือกวันคริสต์มาสเป็นเพราะมันเป็นช่วงหยุดยาวที่เอื้อให้เนื้อเรื่องเกิดขึ้นได้หรือจริง ๆ แล้วมีความต้องการเล่นประเด็นเกี่ยวกับพระเจ้าและครอบครัวกันแน่
.
แต่ไม่เป็นไร ผมถือวิสาสะเอามาเชื่อมโยงแบบจับแพะมาชนแกะเองก็แล้วกัน ไม่งั้นผมก็จะไม่ได้ระบายไอเดียในหัวออกมาน่ะสิ 😆
(บอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้นับถือศาสนา จึงไม่ได้มีเจตนาจะโปรศาสนาแต่อย่างใด)
.
.
.
เชิงสัญลักษณ์
พ่อของมิว = พระเจ้า (ในศาสนาคริสต์)
.
ถ้าหากพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและมนุษย์
พ่อของมิวก็คือผู้สร้างเชลเตอร์ (โลก) และตัวมิว (มนุษย์)
(แถมการสร้างในที่นี้ เป็นทั้งเชิงกายภาพในฐานะผู้ให้กำเนิดมิว และ ในเชิงนามธรรมในฐานะผู้วางรากฐานชีวิตและวิธีคิด กระทั่งรสนิยมของมิว)
.
สิ่งที่มิวต้องทำเพื่อมีชีวิตรอดคือเชื่อในคำสอนของพ่อ (ศรัทธาในพระเจ้า)
.
อย่างไรก็ตามในคืนคริสต์มาสที่เราควรจะอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว มิวกลับต้องอยู่โดดเดียว แต่ในใจของเขายังระลึกถึงพ่อและแม่ผ่านความทรงจำที่ฝังอยู่กับวัตถุและสถานที่ในเชลเตอร์แห่งนี้
ดังนั้น เชลเตอร์อาจทำหน้าที่คล้ายโบสถ์ของศาสนาคริสต์ ที่เป็นที่พักใจและอยู่ใกล้ชิดพระเจ้า เหมือนที่ มิวสัมผัสได้ถึงพ่อเมื่ออยู่ในเชลเตอร์
.
เชลเตอร์ (ที่หลบภัยทางกายภาพ) = โบสถ์ (ที่หลบภัยทางจิตวิญญาณ)
.
.
.
.
.
หยุดเรื่องศาสนากันดีกว่า
การวางเงื่อนไขทางร่างกายของมิว สะท้อนไปถึงตอนที่เขาต้องโดดเดี่ยวในเชลเตอร์ได้อย่างดี
.
มิวอาจไม่ได้ลงเล่นฟุตบอลด้วยตัวเองด้วยเหตุผลทางร่างกาย แต่เขาในฐานะอดีตผู้เล่นในตำแหน่งลิเบโร่ ที่อ่านเกมขาด สร้างสรรค์เกมได้ ก็สามารถเล่นฟุตบอลผ่านทางความคิดได้โดยไม่ต้องใช้ร่างกายในฐานะผู้จัดการทีม
เหมือนที่เขาโดดเดี่ยวอยู่ในเชลเตอร์ คิดถึงพอกับแม่ที่ไม่มีโอกาสได้พบเจอ แต่มิวยังสามารถพบเจอพ่อและแม่ได้ในความคิด
.
.
.
.
.
ใช่แล้ว! ในความคิด
บางทีเหตุการณ์ที่คลี่คลายในตอนสุดท้ายอาจเป็นเพียงความคิดของเขาก็ได้ เพราะมีหลายประโยคที่ชวนสงสัยไม่น้อย
อย่าง 'สิ่งที่ผมคิดว่ากำลังหายใจนั้น เป็นอากาศจริง ๆ หรือเปล่า', หรือประโยคปิดท้ายของเรื่อง ที่อาจบอกว่าตอนจบนั้นเป็นแค่โลกเสมือน หรือไม่ก็ทั้งเรื่องเลย
.
ผมถอดแว่นสายตาของการตีความออก
Post complete.